กลอน "สาวกภูมิ" วัปัสสนาญาณที่ 11 ( ธัมมะวังโส )

เริ่มโดย kai, ก.ค 15, 2024, 10:12 หลังเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

kai



กลอน "สาวกภูมิ" วัปัสสนาญาณที่ 11

11 - 8.สังขารุเปกขาญาณ 
ญาณอันรู้แจ้ง วางอารมณ์
เป็นการวางเฉย ต่อสังขาร โดยมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา

ตอนนั้นก็มานั่งปรารภขึ้นว่า ความโชคดี ของผู้เวียนว่ายตายเกิดอย่างเรานี้ มีเรื่องที่มีได้ยาก อยู่มาก คือ
•  ประการที่ 1 เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เป็นเรื่องยาก เพราะขึ้นชื่อว่าสัตว์โลกที่เกิดแล้วไม่สร้างอกุศลกรรมเลย เป็นไปได้ยาก ดังนั้นการที่จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ นั้นจึงถือว่ายากมาก ๆ

•  ประการที่ 2 เป็นมนุษย์แล้วมีอาการ ครบ 32 ก็ยังเป็นเรื่องยาก เพราะเราท่านทั้งหลายก็เห็นแล้วว่าบางคนเกิดขึ้นมาแล้ว หูหนวก ตาบอด สมองไม่สมประกอบ หรือ ประคองชีวิตไม่ให้พิการ ไม่เป็นอัมพฤติ อัมพาติ นั้นก็เป็นเรื่องที่ลำบากเช่นกัน

•  ประการที่ 3 เกิดมาแล้วเป็นผู้ชายก็เป็นเรื่องยาก ด้วยเช่นกัน เพราะผู้ชายเป็นเพศที่ค่อนข้างจะอดทนมากกว่าผู้หญิง แต่ไม่ใช่ว่าเป็นผู้หญิงจะปฏิบัติธรรมไม่ได้ เพียงแต่โอกาสที่เป็นผู้ชายนั้น จะสามารถทำธุดงค์วัตรได้เข้มข้นกว่า

•  ประการที่ 4 เกิดมาแล้วไม่วิกลจริตผิดเพศนี่ก็เป็นเรื่องยาก เพราะผู้วิกลทางจิตนั้นไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้ อันนี้ไม่ใช่ติ  แต่เพราะแสดงให้เห็นว่า สัมมาทิฏฐิ ไม่เกิดเลยกับคนประเภทนี้ เพราะการหลอกตัวเองให้ผิดเพศ ก็เป็น มิจฉาทิฏฐิ เต็ม ๆ

•  ประการที่ 5 เกิดมาแล้วไม่อยู่ในตระกูลที่ขัดสนก็เป็นเรื่องยาก เพราะความขัดสนย่อมเป็นอุปสรรคทั้งการศึกษาและปฏิบัติ โอกาสย่อมต่างกัน ในพระพุทธศาสนา กล่าวเรียกว่า          สัปปายะ  หมายถึง ความสบายสะดวกในการปฏิบัติ

•  ประการที่ 6 เกิดมาแล้วอยู่ในหมู่กัลยาณมิตรก็เป็นเรื่องยาก อันนี้เป็นเรื่องยากที่สำคัญมาก แม้เราเป็นคนเกิดขึ้นมาย่อมอยู่ในสังคม ซึ่งในสังคมมีทั้งดี และ ทั้งเลว ถ้ามีหมู่คณะที่เลวย่อมพาเราเดือดร้อน ถ้ามีหมู่คณะที่ดีก็ย่อมพาเราไปสบาย
•  ประการที่ 7 เกิดมาแล้วได้พบพระพุทธศาสนาก็เป็นเรื่องยาก เพราะการอยู่ในสังคมโลก โอกาสที่เราจะเกิดมาแล้วเจอพระพุทธศาสนา ที่สอนให้เราตัดภพ ตัดชาติ สอนให้เราเห็นพระนิพพานด้วยแล้ว ก็คงจะเป็นการยากมากเลย ๆ ยิ่งเกิดในประเทศไทยยิ่ง ยากใหญ่

•  ประการที่ 8 ถึงพบพระพุทธศาสนาได้อาจารย์ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นผู้สอนก็เป็นเรื่องยาก เพราะอาจารย์ผู้สอนหากเป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วเราได้เป็นอาจารย์ ก็ไม่สามารถทำพระนิพพานให้เกิดได้ ดังเช่นพระองคุลีมาล ท่านถูกอาจารย์หลอก ให้ไปฆ่าคน เพื่อพระนิพพาน ก็พาลให้ท่านเกือบทำอนันตริยกรรม แล้วแทนที่จะได้ไปนิพพาน ถ้าท่านฆ่ามารดาของตนเอง ท้ายที่สุดท่านก็ต้องไปอยู่ในนรกแทน

•  ประการที่ 9 ถึงแม้จะได้อาจารย์ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นผู้สอน แต่ได้พระอรหันต์เป็นผู้สอนก็เป็นเรื่องยากยิ่งไปอีก เพราะพระอรหันต์ท่านเป็นผู้ประสพความสำเร็จในการทำพระนิพพานให้แจ้ง แล้วเป็นครูที่ดีย่อมสอนให้เราเข้าใจได้ดีกว่าท่านที่ยังทำไม่ได้ ดังนั้นการได้พระอรหันต์เป็นครูบาอาจารย์ก็เป็นเรื่องยากอีกเช่นกัน

•  ประการที่ 10 ถึงแม้จะมีอาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์ มาสอนแล้วถ้าเรายังเป็นผู้ไม่ปรารถนา ในการละตัดภพตัดชาติ คือไม่มีนิพพิทา คือความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ ถึงแม้พระอรหันต์อยู่ตรงหน้า ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดกับการทำพระนิพพาน ให้แจ้ง ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นกันมาก ๆ  ดังเช่นพระอานนท์ ท่านก็ไม่เป็นพระอรหันต์แม้วันที่ พระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพาน  มาได้เป็นพระอรหันต์ ตอนทำปฐมสังคายนา นี่ขนาดท่านได้อยู่กับองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเองเลยนะนี่ ดังนั้นผู้ที่จะมีอารมณ์ใจเป็นสาวกภูมิ ก็เป็นเรื่องยากอีกเช่นกัน

ซึ่งพอข้าพเจ้าได้นึกถึงความยากทั้งปวงที่ดูเหมือนได้ยากอย่างนี้ แล้วก็มาเทียบเคียง กับตนเอง รู้สึกว่าดีใจ และพอใจอยู่มาก ๆ ที่ข้าพเจ้าเองนั้นกลับมีความพร้อมแทบจะสมบูรณ์ แบบมาก จริง  ๆ อย่างน้อย เราก็เกิดมาเป็นคนไทย พบพระพุทธศาสนาสาย เถรวาท เป็นผู้ชาย ไม่วิกลจริต ไม่ได้ขัดสนมากมาย และยังเป็นผู้มีอารมณ์ใจตั้งใจว่าเป็น สาวกภูมิ อย่างแน่แท้ คิดได้ดังนี้ก็จึงเตือนตนเองว่า

            "แล้วทำไมเราจึงมามัวมีใจที่ประมาท หลงโลกธรรมทั้ง 8 อยู่อย่างนี้ ทำไมจึงไม่รีบฉวยโอกาส รับโลกุตระสมบัติอันเป็นทรัพย์ที่พระอริยะเจ้าสรรเสริญ เสียให้ได้ แต่ถึงแม้ว่าในชาตินี้จะไม่ได้โลกุตระสมบัติเลย ก็ยังไม่ชื่อว่าเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้ พบพระพุทธศาสนา และได้เกิดมาภายใต้บรมโพธิสมภาร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 องค์ปัจจุบัน และการออกบวชครั้งนี้ ต้องไม่ทำให้ ภรรยา และ ธิดา ผู้เดือดร้อน หลังจากเราออกบวช ให้เดือดร้อนอย่างไม่มีค่า ถึงแม้จะไม่ได้อะไร ก็คงมีบุญ อุทิศส่วนกุศลให้ เธอทั้งสอง บ้าง และบุญอื่น ๆ ก็คงมีเหลือ ให้กับเจ้ากรรมนายเวร และ บิดา มารดา ญาติ ตลอด เทพเทวดา ยักษ์ สัมภเวสี ทั้งหลาย ที่คอยช่วย ปกป้องคุ้มครอง ให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลได้บ้าง ขึ้นชื่อว่าความตายเป็นสิ่งที่แน่นอนว่าตายแน่ แต่ความตายไม่เลือกเวลาให้ว่าจะตายตอนไหน ตอนที่มีชีวิตอยู่นี้จะประมาทไม่ได้ และข้าพเจ้าจะใช้เวลาที่พระท่านต่อและยืดอายุให้กับเรา นั้นให้คุ้มค่าที่สุด จนสุดความสามารถ ด้วยการวางอารมณ์ใจไว้อย่างนี้"